Ryuu 的个人资料Without dark, you wouldn...照片日志列表 工具 帮助
1月13日

Saturn's Ring

อ่ะ จบเรื่อง Gundam เปลี่ยนเรื่อง ... พอดีว่ามีคนพูดบางอย่างให้คิดแล้วก็เลยคิดไปเรื่อย ๆ ปกติเวลาอ่านนิยายหรือการ์ตูน มันก็ชอบมีแบบว่า จะเก็บดาวมาให้เธอ, จะคว้าจันทร์มาให้เธอ อะไรทำนองนี้ แต่มีคนทำให้เราคิดอะไรเด็ดกว่านั้นได้อีกน่ะ ดาวเสาร์น่ะ มันมีวงแหวนรอบ ๆ มันนี่นา ต่อไปต้องใช้มุข อยากได้วงแหวนดาวเสาร์ เอามาให้หน่อยนะ ดีมะ level up กว่าดาวกับดวงจันทร์ตั้งเยอะแหนะ ว่าไหม 555+

 

วันเด็กก็ผ่านมาแล้ว ทำไมไม่ได้ของขวัญเลยนะ เฮ้อ... ยังเด็กอยู่อ่ะ จริง ๆ ปกติวันเด็กน่ะอย่างน้อยก็ต้องได้กินไอติม ชีวิตหดหู่จริง ๆ เลย ง่า...โวยวายๆๆ

 

อื่ม ช่วงนี้เริ่มรู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัยแล้วเพราะมัวแต่ดู Gundam เลยไม่ได้แต่งฟิคเพิ่มเลย ต้องถูกคนอ่านเอาเลือดหัวออกในเร็ววันนี้แน่ เมย์เดย์ ๆ ผู้จัดการช่วยด่วน...

Gundam Seed

โอย...กรีดร้องโหยหวน ไม่ไหวแล้ว ใช้เวลาสองวันเต็ม ๆ ในการดู Gundam Seed 50 ตอนต่อเนื่อง หักโหมมาก ๆ เลย เหนื่อย...

 

เอาเถอะ ถึงจะเก่าไปหน่อย แต่ดูจบแล้วก็ต้องระบายกันบ้าง

 

***Warning: Contained Spoilers***

 

เรื่องนี้ Kira Yamato เอาใจเราไปเลย 555+ ตอนกิ๊ฟเอาให้เราดู แบบว่าสุ่มเปิดตอนอะไรก็ไม่รู้มาสปอยล์นิดนึง ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักตัวละครหรอก แต่แค่เห็นตัวหัวสีน้ำตาลออกมาเท่านั้นแหละก็ถามกิ๊ฟว่า ใครน่ะ หล่อจัง ปรากฏว่าเป็นพระเอกนั่นเอง สรุปคือตกหลุมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดูการ์ตูนมาก็หลายเรื่อง แต่ไม่มีพระเอกเรื่องไหนหล่อเท่า Kira มาก่อนเลยจริง ๆ (ท่าจะบ้าไปแล้ว) จะว่าไปอาจจะเป็นที่ costume ของมันก็ได้ costume เรื่องนี้ดูเท่ ไม่หวือหวาแบบหลุดโลก คือมันยังมีเค้าความจริงที่คนธรรมดาจะแต่งตัวอย่างนี้ได้อยู่บ้างน่ะแหละ ถัดไปจากเรื่องหน้าตาแล้วอย่างอื่น ๆ ก็ส่งเสริมความเท่ของตัวละครตัวนี้ล่ะนะ สรุปแล้วนอกจากการไปยุ่งกับนางมาร Frey แล้ว อื่น ๆ ก็เพอร์เฟ็คต์หมด

 

จริง ๆ แล้วปกติเราจะชอบตัวละครบุคลิกแบบ Athrun Zala อ่ะนะ (ซึ่งก็มีคนเดาไว้แล้วว่าเราจะชอบ Athrun มากกว่า ซึ่งผิด 555+) แต่ว่าเรื่องนี้มีตัวเหนือกว่า Athrun อ่ะ ช่วยไม่ได้ หุหุ อย่างไรก็ตาม ถือว่าชอบทั้งคู่แล้วกัน ชอบให้อยู่ด้วยกันน่ะ อันที่จริง Athrun ก็เป็นตัวละครที่น่าสงสาร ตั้งแต่เรื่องพ่อแล้วก็เรื่องท่าน Lacus คู่หมั้นที่ถูก Kira แย่งไปต่อหน้าต่อตา แหมแต่ว่าในฐานะผู้หญิงแล้วขอแสดงความสมน้ำหน้านิดนึงด้วยความสะใจ มีคู่หมั้นที่ดีเลิศอย่างท่าน Lacus อยู่แล้วแท้ ๆ ดูแลไม่ได้ 555+ ถึงแม้ว่าในเรื่องจะไม่ได้แสดงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอะไรมากมายของสองคนนี้ แต่ก็ imply จากกองทัพ Haro ที่ Athrun ผลิตให้ท่าน Lacus อ่ะนะ ลึก ๆ แล้วคงรักอ่ะแหละ แต่ก็อีกแหละนะ เหมือนที่มีคนบอกมาว่า Haro มีหลายตัว แต่ Torii มีตัวเดียวนะเออ (อ่า อันนี้นอกเรื่องละ) อย่างว่า ผู้ชายที่อะไรก็เก่งหมดแต่ทึ่มเรื่องหัวใจเนี่ย ก็เหมาะแล้วกับผู้หญิงอย่าง Cagalli ก็ถือว่าลงตัว

 

มาถึงท่าน Lacus Clein ดีกว่า เธอช่างเป็นนางเอกที่สุดยอดที่สุดในจำนวนการ์ตูนหรือหนังเรื่องใด ๆ ที่ดูมา เป็นนางเอกที่มีสมองนั่นเอง เบื่อเต็มทนพวกนางเอกที่นางเอ๊กนางเอกอ่ะ คงไม่ต้องบรรยาย เรื่องนี้เธอเป็น support ที่ดีมาก ๆ ให้กับทั้ง Kira และ Athrun นอกจากนั้นยังถูกใจมากตอนที่บอกให้ Athrun ไปคุยกับ Kira ดูเป็นตัวละครที่ทำอะไรได้ถูกที่ถูกเวลาถูกกาลเทศะสุด ๆ นอกจากนี้เธอยังให้ความรู้สึกแบบว่า Pure อ่ะ ไม่รู้จะพูดยังไงให้มันเป็นภาษาไทย คือเธอถูกเลี้ยงมาอย่างดี อยู่ในครอบครัวที่ดี มีจิตใจที่ดี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน คุณเธอก็ร้องเพลงได้ตลอด สดใสและมีความหวังอยู่เสมอ จะบอกว่าเหมือนพวกเจ้าหญิงใน Walt Disney ก็ได้ เพียงแต่เธอไม่อ่อนแอ ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างแบบนางเอกผู้น่าสงสาร และตัดสินใจทำในสิ่งที่ควรทำและตัดสินใจถูกเสมอนั่นแหละ

 

ต่อไปก็เป็น Cagalli Yura Asha แหม...เป็นตัวละครอีกตัวที่แบบว่าประทับใจอ่ะ ประทับใจตั้งแต่ภาพลักษณ์ละ เธอดูเหมือนหนุ่มน้อยหน้าหวานอย่างที่คนส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้ชายน่ะแหละ แต่ก็นั่น...แอบเท่ บอกไม่ถูก ดูแสดงออกตรงไปตรงมา เอาแต่ใจนิดหน่อย แล้วก็มีอุดมการณ์ ประมาณว่า Coordinator แล้วไง Natural แล้วไง ก็นั่นแหละนะ ดูแล้วเธอเป็นคนที่โชคดีที่สุดในเรื่องนี้เลยที่มีพ่ออย่าง Uzumi เพราะในจำนวนพ่อ ๆ ทั้งหลาย ท่านคนนี้เป็นคนดีที่สุด จริง ๆ Sigel Clein พ่อของท่าน Lacus ก็ดีนะ เสียดายที่ไม่มี Power ทำไปทำมาก็ไม่เคยได้ผลอะไร ไม่เหมือน Uzumi อันนี้ประทับใจตอนก่อนตายที่ท่านบอกว่า The seed has been planted ใช่เลย การเสียสละของท่านเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจริง ๆ น่ะแหละ ดีแล้วที่อย่างน้อยยังมีผู้ใหญ่ที่มีหัวคิดสักคนอยู่

 

พูดแล้วก็ต้องมาพูดถึงไอ้สภาโต๊ะกลมของพวกผู้ใหญ่ พอถึงฉากแบบนั้นทีไรก็เซ็งจิตทุกที เบื่อสุด ๆ เวลามันนั่งประชุมกัน แล้วก็ถกนั่นถกนี่ เกลียดมากที่สั่งการโดยที่ไม่สนใจความทุกข์ระทมของพวกทหารและประชาชน และเกลียดมากที่สุดเวลาพูดว่าต้องเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาที่เหลือ ในเรื่องมีตอนอย่างนี้หลายที่ อย่างตอนที่ Alaska ที่เปิดระบบทำลายตัวเอง แล้วคนบริสุทธิ์ล่ะ ทำไมคนสั่งไม่ไปตายด้วยล่ะ ตาย ๆ ไปซะกับไอ้อุดมการณ์เสียสละนั่น ดูแล้วอารมณ์ขึ้นทุกที คนส่วนน้อยนั่นไม่ใช่คนหรือไง เลวมาก...

 

ยังมีตัวละครที่เลวมากเข้าขั้นถึงกับอยากต่อยหน้าจอกันเลยทีเดียวเวลามันทั้งหลายโผล่มา ถ้าไม่ยับยั้งช่างใจว่าจอมันแพงล่ะก็นะ ไม่ว่าจะเป็น Kuruuze, Patrick Zala, ตัวที่ชื่อประมาณอิสราเอล (ไม่ใช่ชื่อนี้หรอก แต่เราฟังไม่ออก เลยเรียกงี้แหละ หมายถึงตัวที่เป็นหัวหน้าของกลุ่ม Blue Cosmos อ่ะนะ), pilot สามตัวของฝ่าย EARTH, Frey Alster เหล่านี้แหละ ดูแล้วเซ็ง เลวเหลือเกิน

 

อ่ามาพูดเรื่องอื่นบ้างดีกว่า ตอนแรก ๆ เราก็ไม่ชอบ Isaac (หรือบางที่ก็สะกดว่า Yzak) แต่ตอนหลัง ๆ หลังจากที่ Dearka ก็หันมาเข้าพวกของ Kira แล้ว เหลือแต่ Isaac ยังอยู่กับ ZAFT เราก็นั่งลุ้นว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกโง่แล้วหันมาอยู่ฝั่งนี้ซะที เธอดูเป็นคนดีนะ บอกไม่ถูก แม้ว่าตอนแรกจะแทบจะกินเลือดกินเนื้อกับ Kira ก็เหอะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีออร่าของความเลวแผ่ออกมาเหมือนอย่างตัวทั้งหลายที่กล่าวไปข้างต้น ก็เลยเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่ามันต้องคิดได้และหันมาอยู่ฝั่งนี้สิน่า เนอะ

 

พูดถึง Gundam ไม่พูดถึงหุ่นก็ไม่ได้ Freedom กับ Justice สินะ แม้แต่ชื่อหุ่นก็ยังเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย 555+ เอาอีกละ ไปไกลอีกละ กลับมา ๆ หุ่นสุดยอดสองตัวนี้ก็น่ะแหละ เท่ ไม่มีอะไรจะพูด ชอบที่สุดตอนที่ Freedom lock target ทีเดียวเป็นสิบ ๆ แล้วยิงกราด สุดยอดไปเลย จริงๆ แล้วถึงแม้ว่า Justice ก็ทำได้ แต่ก็เห็นทำอยู่ครั้งเดียวเองตอนที่ทำลาย Nukes จำนวนมากที่จะเข้าถึง PLANT สรุปแล้วเวลา Kira กับ Athrun เข้าคู่กันแล้วไร้เทียมทาน 555+ มีความสุขจริง ๆ (เอ๊ะ มันเกี่ยวตรงไหน) แต่ชอบตอนที่ Kira ขับ Strike มากกว่า ยิ่งตอน set OS ใหม่ภายในเสี้ยวนาทีนี่แบบเทพมาก รวมถึงที่ modify ระบบไปเรื่อย ๆ ด้วย พอมาขับ Freedom แล้วดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้ความสามารถขั้นเทพพวกนั้นอีก เพราะ Freedom เองเป็นหุ่นรุ่นใหม่จากพวก Coordinators ซึ่งฉลาดอยู่แล้ว ไม่ต้องแก้ไขอะไร และเช่นเดียวกันก็ต้องชอบ Aegis ที่ Athrun ขับด้วยสินะ ว่าแต่ว่า Athrun เป็นอะไรมากหรือเปล่า ทำไมชอบเหลือเกินไอ้ระบบ Self Destruction ของหุ่นเนี่ย ทำลายทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ จริงๆ พับผ่าสิ ทั้ง Aegis ทั้ง Justice มันเปลืองนะไม่รู้หรือไง

 

Freedom, Justice, Strike, Aegis, Buster, Duel, Blitz ชอบหมดเลย (มันหมดทุกตัวในเรื่องแล้วนี่หว่า 555+ ไม่นับพวก no name เราไม่สน)

 

มีเรื่องจะพูดถึงอีกเยอะมากเกี่ยวกับ Gundam Seed แต่ว่ามันยาวละ ไว้วันหลังค่อยต่อ สำหรับ Idea เรื่อง Modify gene, cloning, conflict ระหว่าง Coordinators กับ Naturals, Neutron Jammer, Neutron Jammer canceller รวมไปถึงเรื่องของการใช้อาวุธ nuclear ขอไม่วิจารณ์ในตอนนี้แล้วกัน เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องเครียดกันไปซะเปล่า ๆ ไว้ค่อยตั้งหัวข้อใหม่ที่จะพูดเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคงจะเป็นบทความแสดงทัศนะอ่ะนะ ไม่ใช่บทความโหยหวนไร้สาระแบบนี้

 

อ่อ ขออีกนิดนึงพูดถึงการตายของ Nicole เธอคนนี้เป็นคนดีที่ไม่สมควรตายเป็นอย่างยิ่งเลย คนอื่นตายยังไม่สะเทือนใจเท่าคนนี้ตาย ไม่รู้สินะ เฮ้อ... ว่าแต่ว่าขึ้นชื่อว่าสงครามก็งี้แหละ คนบริสุทธิ์ก็ต้องตายมากมายไม่รู้เท่าไหร่ ที่จริง Kira ก็น่าสงสาร เพราะดูเหมือนว่าทุกอย่างที่ Kira ต้องการปกป้องแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่เคยสำเร็จเลย ที่น่าเศร้าที่สุดคงเป็นการตายของผู้คนใน Civilian Shuttle ที่มีเด็กผู้หญิงคนที่มอบลิลลี่กระดาษให้ Kira นั่งไปด้วย อันนั้นสะเทือนใจมาก...มากจริง ๆ

 

เอาละ พอแค่นี้ เดี๋ยวจะได้ร่ายยาวเรื่องสงครามกันอีกสามหน้าพอดี

 

Gundam Seed 50 ตอนจบไปแล้ว เหลือ Gundam Seed Destiny อีก 50 ตอนยังไม่ได้ดู ดังนั้นถ้าใครมาอ่านบทความแล้วจะ comment กรุณาอย่าสปอยล์เด็ดขาด ขอร้อง

1月1日

revive??

กำลังคิดว่าจะบูรณะ Space ดีไหมเนี่ย
จะยังมีคนอ่านอยู่ไหมนะ
 
ความจริงแล้วการเล่น Blog มันก็ถูกจำกัดด้วย speed ของ internet นี่ล่ะนะ
4月1日

เหนื่อยแล้วจริง ๆ

ฝนตกพรำ ๆ บรรยากาศอย่างนี้เงียบเหงาวังเวงนะเนี่ย
 
นานแล้วที่เวลาว่างหายไปจากชีวิต ถึงแม้ว่าจะปิดเทอม ก็คงดีหน่อยที่เป็นการปิดตัวเองจากวิชาการเข้มข้นลงชั่วคราว นอกจากนั้นแล้วก็มีธุระมากมายเหลือเกิน ยิ่งเดือนเมษานี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เห็นตารางงานแล้วแทบจะเป็นลม แถมจะเปิดเทอมเร็วอีก จะจองล้างจองผลาญกันไปถึงไหนนะ
 
มีเรื่องให้คิด มีเรื่องให้เครียด วัน ๆ มีแต่เรื่องกับเรื่อง การจะทำงานอย่างหนึ่งให้ราบรื่นไม่ง่ายเลย มีแต่ปัญหากับปัญหา ทั้งที่คิดว่าผ่านประสบการณ์มามากแล้ว คิดว่าหาทางป้องกัน วางแผนอะไร ๆ มาอย่างดี แต่สุดท้ายแล้ว ปัญหาที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ถึงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ไปเรื่อย ๆ แต่ก็ทำให้งานที่เตรียมมาแสดงออกได้ไม่เต็มที่ บางทีก็เสียความรู้สึก แต่ว่านะ ก็เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมไปเรื่อย ๆ ถือว่าเป็นครูละกัน
 
ไหน ๆ ผู้จัดการส่วนตัวก็จะหนีไปเที่ยวนอกราชอาณาจักรแล้ว ประโยคนี้ตีความได้ว่า ช่วงนี้ไม่รับงานเพิ่ม เพราะติดต่อผู้จัดการส่วนตัวไม่ได้ (แปลอย่างนี้ดีไหม) ใครก็ตามที่พยายามตามหาเราเพื่อให้มาทำงาน ขอเบี้ยวไปพักสักระยะนะ เหนื่อยเหลือเกินแล้วจริง ๆ
 
เวลาปิดเทอมอย่างนี้ไม่ค่อยได้เจอใคร ๆ เลย ก็รู้สึกเหงา ๆ นิดหน่อย ใครบอกว่าทำงานเยอะแล้วจะไม่คิดถึง ยิ่งเวลาที่ทำงานเยอะ ๆ จนเหนื่อยคิดอะไรไม่ออกแล้วสิยิ่งคิดถึง อันนี้พิสูจน์แล้วว่าการพยายามทำงานเพื่อกลบเกลื่อนความคิดบางอย่าง ไม่สำเร็จหรอก เหอ ๆ
 
พูดถึงความเหงา ใครอยากได้รู้จักความเหงาอย่างแท้จริงนะ ลองไปยืนดู Firework ที่ Disney land คนเดียวดูสิ รับลองเลยว่าจะได้เข้าใจนิยามของความเหงาที่แท้จริง (เราลองมาแล้ว) ยืนดู Firework ท่ามกลางคนที่มาเป็นคู่ ๆ น่าเศร้าจริง ๆ แต่ข้อดีก็ยังมี มันก็ทำให้เราได้ดูพลุด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ก็ได้ความประทับใจในอีกแง่มุมหนึ่งนะ
 
ฟังเพลงกันดีกว่า เพลง แล้วแต่กรุณา ของไอน้ำ จริง ๆ ก็ได้ยินผ่าน ๆ มาตั้งนานแล้ว บังเอิญพอดีมีคนให้ link มาก็เลยนั่งฟัง ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ
 
ถ้าเธอสงสัยที่ฉันทำว่าทำทำไม
ที่มาดูแลมาสนใจเธอทุกวัน
ต้องการอะไรถึงได้คอยมาห่วงใยกัน
บอกเธอตรง ๆ ว่าฉันมีความในใจ
 
*การที่ใครคนนึงจะทำอะไร ๆ ดีๆ เพื่อใครสักคน
มันต้องมีอะไร ๆ ที่เป็นเหตุผลให้ทำอย่างนั้น
 
**บอกเลยเหตุผลของฉันคือความรัก
เธอยังไม่รักก็ไม่ต้องหนักใจ
ขอแค่เธออย่าว่ากัน ปล่อยให้ฉันทำต่อไป
ที่เหลือก็แล้วแต่เธอกรุณา
 
ได้นอนหลับฝันถึงทั้งคืนก็ยังไม่พอ
ตื่นมาใจมันยังเฝ้ารอเธอทุกวัน
ถ้าเทวดามาให้พรเลือกได้อย่างฝัน
ถ้ามีวันนั้นวันที่เธอบอกว่ารัก
 
(*,**,**)
 
ขอแค่เธออย่าว่ากัน
ปล่อยให้ฉันรักต่อไป
ที่เหลือก็แล้วแต่เธอกรุณา...
 
อืม เป็นเพลงที่มองโลกในแง่ดีนะ ก็ดี มีคนบอกมาเหมือนกันว่าเราไม่ควรคิดอะไรในแง่ที่จะบั่นทอนจิตใจตัวเอง แต่ว่านะ ข้อดีของการมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนทำให้คนเราไม่เสียใจกับอะไรได้ง่าย ๆ ข้อเสียคือมันบั่นทอนจิตใจอย่างที่มีคนว่าไว้นั่นแหละ แต่พูดถึงเพลงแล้ว ถามจริง ๆ เถอะ การที่คนเราทำดีกับคนคนหนึ่ง (ที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือด - เดี๋ยวจะมีคนเจ้าเล่ห์มาพูดประเด็นนี้ ดักก่อนดีกว่า) แล้วไม่หวังให้คนคนนั้นตอบสนอง มีจริงหรือ ไม่หวัง ไม่ปรารถนาเลยหรือ แล้วถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการตอบสนองอะไร ก็ยังจะทำต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรือ ปุถุชนมีความเมตตามากพอที่จะทำอย่างนี้ได้จริงหรือเปล่า มีคนบอกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการตอบรับ แต่ก็ยังจะทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ความเจ็บปวดก็ยังเกิด คือหมายความว่า ยอมที่จะเจ็บปวดเมื่อรับรู้ว่าการกระทำทั้งหลายไม่ได้รับการตอบสนอง แล้วอย่างนี้ ทำไมถึงเจ็บ ไม่ใช่เพราะต้องการได้รับการตอบสนองเหรอ? คือลึก ๆ แล้ว การกระทำที่ไม่หวังผลไม่มีจริงใช่ไหม เพราะถ้าไม่ปรารถนาจริง ก็ไม่เจ็บสิ...
3月14日

ไม่มีหัวใจ

ว่าจะก่อตั้งสมาคมแข่งกับชมรมของแจ๊กกี้เสียหน่อยดีกว่า
 
เป็น "สมาคมคนไร้หัวใจ"
สมัครได้แล้ววันนี้ แต่เดี๋ยวก่อน หากคุณสมัครภายในสิบนาทีนี้ ฟรี!! เครื่องผลิตน้ำแข็งและหิมะประสิทธิภาพเยี่ยม
 
ถ้าคนเราไม่มีหัวใจเสียอย่าง อะไรก็มากระทบไม่ได้ ฟังดูดีเนอะ
 
เฮ้อ... เราคงว่างเกินไปถึงคิดอะไรไร้สาระได้เต็มไปหมด หางานมาทำเยอะ ๆ น่าจะดี
1月21日

ครั้งแรกของปี (อีกแล้ว)

ในที่สุดก็ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นครั้งแรกของปี ที่จริงก็ไม่นับเป็นนัยสำคัญอะไรขึ้นมาได้เพราะปกติก็ป่วยเฉลี่ยเดือนละครั้งอยู่แล้ว เป็นเหตุการณ์ปกติ กินอะไรไม่ได้ไปสองวัน อยากออกจากช่วงจำศีลเต็มทน นี่ที่มาเล่น net ก็อาการดีขึ้นมากแล้ว เมื่อคืนไม่ไหว

 

ในเมื่อไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรได้ก็เลยได้แต่คืบคลานไปหาเปียโนแล้วก็นั่งจิ้ม ๆ ไปแก้เซ็ง (ต้องใช้คำว่าจิ้ม ๆ เพราะไม่มีแรงจริง ๆ) แล้วก็เอาเพลงเก่า ๆ มาเล่นประชดชีวิตให้หมด แล้วก็เล่นไปเจอเพลง ไม่เคยถาม ของ peacemaker ทำให้นึกถึงตอนงานพรอม ที่มีหนังสั้นหรือ MV ไม่รู้ ไม่ค่อยแน่ใจ ใช้เพลงนี้ประกอบ

 

จากเนื้อเพลงกับหนังหรือ MV ที่ทำ ประกอบกับบรรยากาศการจบการศึกษา การพรากจาก มันก็ดูเหมาะลงตัวดี เนื้อหาก็ตามเนื้อเพลง ถ้าไม่ถามแล้วจะรู้ได้อย่างไร แล้วพอสายไปแล้วดันมาถาม มันก็หลายทฤษฎี หลายความเชื่อ บ้างก็ว่าไม่ต้องพูดก็สื่อถึงกันได้ บ้างก็ว่าต้องพูดเพื่อความชัดเจน ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่ายังไงตัวเราก็ไม่อยู่ในฐานะที่พูดหรือเรียกร้องอะไรได้ อย่างไรก็ตาม 'เวลา' ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังคงยุติธรรมเสมอ (ใครอย่าเอาทฤษฎีของไอน์สไตน์มาค้านนะ มุขมันเก่าไปแล้ว) ก็หวังว่าเราหรือใครก็ตามจะไม่ปล่อยให้อะไรก็ตามสายเกินไป เพราะเวลาเท่านั้นที่ไม่มีวันหวนคืน

 

ใกล้สอบอีกแล้ว นี่แหละที่เราชอบทำให้มันสายเกินไป ไม่อ่านหนังสือ ขี้เกียจ พอถึงวันสอบก็ได้แต่บอกว่า สายไปแล้วล่ะ 555+ เฮ้อ แก้ไม่หายเสียทีนะ... แย่จริง

1月15日

blog แรกของปี

ไม่ได้อัพเดท space ซะนาน ไม่ค่อยว่างเลย เอาเป็นว่าประเดิม blog แรกของปีกลางเดือนละกัน
 
ปีใหม่นี้ได้หยุดสมใจ หยุดจริง ๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะตามอ่านหนังสือของเก่าที่เหลวไหลไปก่อนปีใหม่ซะหน่อย แต่แล้วความตั้งใจก็เป็นอันล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะในที่สุดก็เอาแต่นอน แล้วก็เลยให้อภัยตัวเองโดยการอ้างว่าไหน ๆ ก็หยุด ก็หยุดซะให้สมจริงสมจังซะเลย
 
ช่วงก่อนปีใหม่เป็นช่วงที่วุ่นวายที่สุดแห่งปี ไม่ได้เรียนหนังสือเลยเพราะรับงานนอกจนไม่มีเวลาจะนอนเลยต้องไปนอนในห้องเรียนแทน พอได้หยุดก็เลยนอนชดเชย คราวนี้พอเปิดมาปีใหม่ ก็วุ่นวายกะการเตรียมงาน senior farewell ตั้งแต่วันแรก ด้วยการประเดิมงานในฐานะ head backstage เต็มรูปแบบ วันพุธทำงานกันกว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่ง วันพฤหัสซ้อม run through กว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสอง ยังดีวันศุกร์มีคนใช้ราชแพทยฯเลยได้พัก ตอนเย็นต้องไปธุระข้างนอกกว่าจะกลับบ้าน แทนที่จะได้นอนก็ต้องมาซ้อมเพลงที่จะเล่นให้รุ่นพี่ตอนปิดงาน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ตื่นไปคณะตั้งแต่แปดโมงเช้า แล้วก็ทำงาน ๆๆๆ ได้นั่งกินข้าวเที่ยงราว ๆ สิบนาที และข้าวกล่องตอนดึก ๆ ราว ๆ ห้านาที นอกนั้นก็วิ่งไปวิ่งมาตลอด กว่าจะงานจบเก็บงานได้นอนก็ตีสามโน่น วันอาทิตย์เลยนอนตายทั้งวัน งาน backstage ก็อันได้แก่ ติดตั้งฉาก เปลี่ยนฉาก จัดคิว ตามคิว ฯลฯ สรุปคือทำทุกอย่างที่ไม่มีคนทำ และถูกคนอื่นเรียกใช้ งานจบแล้วนี่รับจ้างทำ backstage ได้สบาย ๆ ระหว่างงานก็มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่รวม ๆ มันก็ผ่านไปแล้วถ้าดูที่ผลมันก็ถือว่าดี แม้ว่ากระบวนการจะขลุกขลักไปบ้าง แต่ผลลัพธ์ก็ทำให้เราได้ทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่ ๆ หลายคน ก็ได้ความทรงจำที่ดีมากเก็บไว้สำหรับงานนี้
 
ว่าแล้วก็ตั้งใจไว้ว่าหลัง senior farewell ก็จะได้มีเวลาว่างจริง ๆ ซักที แล้วก็พบว่า งานมันไม่รู้จักจบสิ้นจริง ๆ ไม่ว่าจะงานนอกหรืองานใน เอาเถอะ บางเรื่องก็ถือว่าเราหาเรื่องเอง ก็ช่วยไม่ได้
 
ปีใหม่นี้ กรอสก็ขึ้น region ใหม่ด้วย organ of special sense ก็สนุกดีตั้งแต่วันแรกที่ทำเลย ลงแรงเองทุกขั้นตอน แต่ท่าทางเนื้อหาจะไม่ใช่น้อย
 
ไหน ๆ ก็จะจบปีอยู่แล้ว ปี ๆ หนึ่งนี่มันก็ผ่านไปเร็วมาก ๆ จริง ๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้มีความสุขกับมันเท่าไหร่เลย นี่ถ้ามีความสุขคงจะจบปีหกได้เร็วเท่ากระพริบตาจริง ๆ ก็นับว่าเป็นลางดีนะที่เรายังรู้สึกว่ามันผ่านไปเร็วได้ เป็นสัญญาณว่าในความทุกข์ทรมานก็มีความสุขอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
 
วันนี้ฟังเพลง น้ำเต็มแก้ว ของ endorphine ตอนดู MTV chart Thailand ก็รู้สึกดีนะ ที่จริงก็ได้ยินทางคลื่นวิทยุมานานแล้ว แต่เพิ่งเคยดู MV ก็ถือว่าดีนะ ชอบมาก ๆ เลย
 
'...ฉันยังต้องรออีกนานไหม ต้องรอเธออีกนานไหม ถึงจะได้เจอกับรักที่เธอเคยบอกฉัน...'
 
อืม ก็เป็นเรื่องของคนที่เป็นฝ่ายรอนั่นแหละนะ รอโดยที่รู้เป้าหมายยังยาก แล้วคนที่รอสิ่งที่ไม่รู้ล่ะ จะยากขนาดไหน แต่ในโลกนี้ก็ยังมีคนรอ รอ และรออย่างนี้อยู่มากมาย แล้วที่จริงการรอมันเป็นทุกข์หรือสุขกันแน่นะ อืม
 
อ้อ มีคนสงสัยคำว่า "เหมือนกันนะ" ใน personal message เยอะเลย ก็จะบอกที่นี่เลยละกันว่า มันเป็นคำพูดมาจากละครเรื่องรักแปดพันเก้าน่ะ ที่ quote มาก็ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกชอบคำพิเศษคำนี้เท่านั้นเอง ตอนจบเจ๊กับจุ้นก็ถามจอนแล้วว่าเหมือนกันนะนี่อะไรเหมือนกัน แต่จอนก็ไม่ได้ตอบเอาไว้ ลุ้นเหมือนกันว่าจะบอกหรือเปล่า แต่ไม่บอกแหละดีแล้ว คือเสน่ห์ที่แท้จริงของคำ ๆ นี้ล่ะ
12月29日

Chirstmas Carol

Let the stars in the sky remind us of man's compassion.
Let us love till we die and God  bless us, everyone!
 
In your heart there's a light as bright as a star in heaven.
Let it shine through the night and God bless us, everyone!
 
Till each child is fed;
till all men are free;
till the world become a family.
 
Star by star in the sky and kindness by human kindness,
let me love till I die and God bless us, everyone!
 
เพลงนี้ฟังมาจาก Christmas carol - The Musical
ฟังแล้วรู้สึกดีนะ จิตสงบดี แต่ไม่รู้จะหาฟังได้อีกที่ไหน
ถ้าใครมีหรือสามารถหาได้ก็แบ่งปันกันบ้างละกัน
 
หนังเรื่องนี้ดูสามรอบได้ละมั้ง ไม่เบื่อเลย ก็มีเพลงที่จำติดหูได้สองเพลง
เพลงแรกชื่อเพลงอะไรก็ไม่รู้ น่าจะราว ๆ Christmas together ทำนองนี้ล่ะมั้ง (เดาจากเนื้อเพลง)
เพลงที่สองก็เพลงนี้แหละ
 
อยากได้ทั้งสองเพลงเก็บไว้ฟังแต่ก็ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนเลย ปีนี้ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับวันคริสมาสต์และปีใหม่เท่าไหร่ เพราะขาดคนฉลองด้วย เวลาผ่านเทศกาลที่ควรจะสนุกโดยที่เราไม่สนุกด้วยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เฮ้อ แต่คิดในแง่ดีก็ถือว่าได้พักผ่อนอ่ะนะ ถ้าฉลองก็ต้องเหนื่อยอีก
 
แต่เดี๋ยวจะพยายามทำตัวให้สนุก ไว้คงได้กินดื่มนิดหน่อยช่วงคืน count down แล้วจะเที่ยวเผื่อคุณผู้จัดการด้วยนะ
 
12月26日

พบและพราก

ในที่สุดก็ถึงวันหยุดที่รอคอย แต่วันหยุดไหลผ่านเราไปเชี่ยวกรากยิ่งกว่าแม่น้ำโคโลราโดซะอีก กะว่าภาระจะสิ้นสุดซะที แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียนี่ ดูท่าจะเป็นเราเองที่หาเรื่อง จะโทษใครได้ก็ต้องโทษตัวเอง เอาเถอะ เราจะจับปลาสามมือสี่มือห้ามือให้ดีที่สุดละกัน รู้สึกว่าจะมีผู้จัดการมาช่วยจับ(หรือเปล่า?)
 
สัปดาห์ที่ผ่านมาเหนื่อยสุดขีด แต่ผลที่ได้ก็คุ้มแล้วสำหรับสิ่งที่ทุ่มเททำ แล้วสุดสัปดาห์ที่แล้วก็มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นในชีวิตเยอะจนกลัวว่าจะใช้บุญเปลืองเกินไปแล้วเคราะห์จะตามมา
 
หลัง ๆ มานี่ความรับผิดชอบถดถอยลงเรื่อย ๆ แต่ก่อนนี่อะไร ๆ ก็ปล่อยผ่านไม่ได้ จริงจังกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไร ไม่รู้ว่าความรับผิดชอบมันแปรผกผันกับอายุ หรือว่าสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมันเยอะจนเกิน threshold ของความรับผิดชอบก็ไม่รู้สิ อย่างสัปดาห์ก่อนจำได้ว่ามีเพื่อนสั่งงานมามากมาย แล้วเราก็เบลอ ๆ ตลอด รู้สึกว่าเราจะตอบว่า "อืม" หรือ "ได้" ไปหมดเลยละมั้ง แล้วพอมาตอนนี้ก็นึกไม่ออกแล้วว่าใครสั่งอะไรมาบ้าง ต้องขอโทษจริง ๆ ใครที่ไม่ได้รับงานที่สั่งมาก็ช่วยมาสั่งอีกรอบละกัน สัปดาห์ที่แล้วไม่ไหว สมองไม่รับรู้อะไร หรือถ้ามีงานอะไรที่อาจารย์สั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ใครรู้ก็ช่วยสงเคราะห์ list มาให้หน่อย ไม่มีความทรงจำเหลือเลย คิดอยู่ว่าไม่เดินตกท่อคะมำหัวแตกก็บุญแค่ไหนแล้ว
 
อ่า ฝากซักเพลงดีกว่า ฉลองละครจบ
"...ฉันเปลี่ยนตัวเองไม่ไหว ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้
ฉันลองเปลี่ยนดูสุดท้าย ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เหมือนใจที่มันรักเธอ ไม่มีวันเปลี่ยนได้เลย
ไม่มีสักวันที่ฉัน รักเธอน้อยกว่าเดิม..."
เรื่องของหัวใจยากและซับซ้อนเสมอ เสน่ห์ของมันก็อยู่ที่ตรงนี้ล่ะมั้ง เคยคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือการพราก ถ้าไม่อยากพรากก็ไม่ต้องพบ แต่ก็มีเพื่อนเคยบอกเหมือนกันว่า แล้วถ้าไม่พบจะมีความสุขหรือเปล่า จนถึงเดี๋ยวนี้เราก็ยังไม่รู้สิ เราก็อยากพบนะ แต่ที่แน่ ๆ ความกลัวนั้นยังคงมีอยู่ ก็ต้องพยายามห้ามตัวเองให้ได้ แต่ก็เหมือนเนื้อเพลงอะแหละนะ แม้ว่าคนเราจะพยายามเปลี่ยนตัวเองมากแค่ไหน พยายามไม่คิดมากเท่าไหร่ ท้ายที่สุดแล้วก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย ก็คงปล่อยไปตามที่มันควรจะเป็นล่ะนะ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างล่ะ
 
--- แล้วก็ต้องขอบคุณคุณผู้จัดการมากที่อุตส่าห์ปลีกเวลาอันมีค่ามาให้กำลังใจ ให้ Golden Prize เป็นของขวัญวันคริสต์มาสละกันนะ ขอบคุณจริง ๆ ขอให้โชคดีในการสอบ ---
12月14日

ครึ่ง ๆ กลาง ๆ

เป็นคนครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี่ก็ลำบากไปอีกแบบ จะเกเรไม่ไปเรียนก็ไม่กล้า แต่พอเข้าห้องเรียนแล้วจะฟังที่สอนหรือก็เปล่า แล้วตอนที่อยู่ในห้องเรียน จะนอนฟุบไปเลยก็ไม่กล้าอีก จะไม่นอนก็ทนไม่ได้ ก็ได้แต่นอนท่าสวย ๆ ซึ่งก็เมื่อยและทำให้ต้องตื่นทุก ๆ ราว ๆ สิบนาที สรุปแล้ว สร้างความลำบากแก่ชีวิตเพิ่มเป็นสองสามเท่าโดยไม่จำเป็นจริง ๆ
 
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เลยพาลไม่รู้จะเขียนอะไรลงในนี้ดี เอาเพลงไปละกัน
 
"...เธอมาทำให้รักของฉันที่เริ่มจากศูนย์
มันเพิ่มขึ้นทุกวันจนเต็มดวงใจ
รักเธอเริ่มจากร้อยนับวันนานไปยิ่งน้อยลง
ฉันต้องทนเจ็บช้ำเฝ้าดูความรักที่สวนทาง
ฉันอยู่อย่างอ้างว้าง เจ็บปวดใจและเหงาเกินทน
ความรักเธอหมดลง วันที่ฉันรักหมดใจ..."
 
งานเยอะจังเลยช่วงนี้ ที่จริงก็เป็นเราเองด้วยที่หาเรื่อง แต่ว่าจะเอางานนอกมาเเป็นข้ออ้างให้ไม่ทำงานคณะก็ไม่ได้ งานคณะก็อยากทำ งานนอกก็ทิ้งไม่ลง ทำไมเราเป็นคนอย่างนี้เนี่ย
 
(ว่าไงดีล่ะ คุณผู้จัดการ )
11月26日

หัวใจที่ตายลง

ไม่ว่าจะก่อนสอบหลังสอบก็เหมือนกันทั้งสิ้น อาจจะเป็นเพราะว่าก่อนสอบเราก็ไม่ค่อยอ่านหนังสือ หลังสอบงานก็เยอะจนไม่ได้พัก  สรุปแล้วก็ยุ่งพอกันเลย
 
สำหรับสอบครั้งที่ผ่านไป ไม่รู้ทำไมสินะ ถึงสร้างสมาธิให้อ่านหนังสือไม่ได้เลย รู้สึกว่าฟุ้งซ่าน มีเรื่องมารบกวนจิตใจอยู่ตลอด พอจะเริ่มอ่านหนังสือ ไม่ถึงหน้าก็ไม่รู้เรื่องซะละ อ่านอย่างนี้อ่านไปก็เปลืองพลังงาน สุดท้ายก็รำคาญแล้วก็เลิกอ่านไปเลย สรุปแล้วก็คือ สอบครั้งนี้แทบไม่ได้อ่านหนังสือเลยซักกะตัวเดียว น่าสมเพชจริง ๆ
 
พอสอบเสร็จ ก็อย่าหวังว่าจะได้พัก วันถัดมาก็เรียนต่อเลย แถมงานการก็ถาโถมเข้ามาราวกับสึนามิ จนเดี๋ยวนี้ เราต้องจัดการนอนไว้โดยถือว่าเป็นธุระอย่างหนึ่งไปเลย เพราะงั้นใครก็ตาม ทำใจซะนะ ถ้าชวนอะไรแล้วเราบอกว่าไม่ว่าง เพราะเหตุผลของความไม่ว่างอาจจะเป็นนอนก็ได้
 
ช่วงนี้ก็หงอย ๆ ไปเยอะเลยเหมือนกัน ไม่รู้ทำไม รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเพราะไม่มีแรงผลักดันให้ทำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะงานหนัก กิจกรรมเยอะ ก็ไม่เคยบ่นมากมายเท่านี้ เดี๋ยวนี้ถ้าจะทำอะไรซักอย่างก็เพราะว่าเป็นหน้าที่ ไม่ได้ทำด้วยหัวใจอีกแล้ว เพราะกำลังใจไม่มีเสียแล้ว ชีวิตแห้งแล้ง
 
แล้วอีกเรื่องก็คือรู้สึกว่าเราจะจูนคลื่นกับเพื่อน ๆ ได้ลำบากจังเลย บางทีก็ท้อเหมือนกัน พออยากคุยกับใครซักคน แต่ละคนก็ไม่ว่างทั้งนั้น ก็ไม่อยากจะไปรบกวนให้รำคาญ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเราที่คิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกเหมือนถูกทิ้งยังไงชอบกล ยิ่งวันก่อนเปิดทีวีแล้วเจอเพลง "ฉันมีค่าแค่ไหน" พอดีนี่ก็เลยยิ่งเหมือนถูกย้ำ สภาพอย่างนี้น่าอึดอัดที่สุด ยิ่งตอกย้ำความแห้งแล้งของชีวิตให้มันชัดเจนขึ้นไปอีก
 
"ถ้าคนอย่างฉันตายจากไป เธอเศร้าใจหรือเปล่า หนึ่งคนที่ข้างเธอยามเหงา มันมีค่าซักแค่ไหน สำหรับเธอ"
 
จริง ๆ นะ บางทีก็อยากรู้บ้างเหมือนกัน จุดยืนของเราอยู่ที่ไหนกัน
 
---[คิดถึงนะ]---
11月2日

จุดยืน

สืบเนื่องจาก blog ก่อนหน้า...
มีคนบางคนบอกว่าขี้เกียจไปเยี่ยมที่แผนกจิตเวช...
ช่างเป็นวิธีพูดที่ทำให้เรานึกถึงตัวละครในนิยายของ Rabbit เสียจริง
อย่างไรก็ตาม ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง
 
ที่จริงคือเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุก ๆ คนย่อมเป็นที่คาดหวังของใครต่อใคร จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ แล้วเราทุก ๆ คนก็มีจุดยืนของตัวเองที่เราต้องรักษาไว้เพื่อเป็นตัวแทนความมีตัวตนของเราในสังคม (อันนี้เป็นทัศนคติของเราเอง) ทีนี้ เมื่อมีอะไรซักอย่างมากระตุ้นให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ความรู้สึกที่เราสูญเสียจุดยืนก็เหมือนสูญตัวตนของตัวเองไปด้วย ก็เหมือนที่บอกว่าเหมือนไม่มีที่ยืน
 
พูดง่าย ๆ ก็คือ เรารู้สึกว่าแม้ว่าเราจะทำอะไรได้หลายอย่างในสายตาของใครต่อใคร แต่อันที่จริงแล้ว ตัวเราเองย่อมรู้ดีที่สุดว่าไอ้หลายอย่างที่ทำได้ ไม่มีสักอย่างเดียวที่ทำได้ดีจริง ๆ หรือดีพอที่จะกำหนดให้เป็นจุดยืนของตัวเองได้เลย
 
บางที เราก็ควรจะเลิกทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกันเสียที เพื่อหาจุดยืนที่แท้จริงให้ตัวเอง (รึเปล่า?)
 
แต่คิดอีกที ถ้ามองโลกในแง่ดีซักนิด ความที่ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ไม่ได้เรื่องซักอย่าง อาจจะเป็นจุดยืนอย่างหนึ่งก็ได้
10月29日

กรี๊ด...

อยากกรี๊ด...

ทำไมชีวิตมันกดดันขนาดนั้น อัดอั้นจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ววันนี้ ทำอะไรไม่ได้ดีเลยซักอย่างเดียว รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีที่ยืนจริง ๆ (ไปเป็นกะหล่ำปลีดีกว่า) ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกพักนึงต้องเป็นโรคประสาทส่งแผนกจิตเวชแน่ ๆ

แย่ที่สุดในโลก

10月22日

นาคราชา

ที่จริงจะมาเขียนหลายวันละ แต่มีเหตุให้ลืมเสียทุกที
วันไหนไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว ซักสัปดาห์ก่อน
อ.นีโลบล พูดว่า "ถั่วทุกเม็ดมีสิทธิ์ออกเสียง" ซึ่งเราก็จำรายละเอียดไม่ได้แล้วว่ามันเกี่ยวข้องตรงไหนกับ Blood Protein ฟังแล้วติดหูเลยจำมา ตอนที่ฟัง นึกถึงป้ายเชิญชวนให้ไปเลือกตั้ง ก็ถ้าลองต่อคำพูดอาจารย์ดูเป็น "ถั่วทุกเม็ดยังมีสิทธิ์ออกเสียง แล้วท่านล่ะ จะไม่ออกเสียงหรืออย่างไร รีบเข้าคูหา กาเบอร์..." อะไรทำนองนี้ ก็เลยนั่งขำอยู่คนเดียว
 
อ่านนาคราชาจบแล้ว รู้สึกว่าต้องอ่านอีกรอบถ้าอยากเข้าใจมากกว่านี้ ตัวละครเยอะเหลือเกิน ผลงานของ Rabbit ผู้เขียนคนเดียวกับเรื่องหัวขโมยแห่งบารามอส Rabbit ชอบเขียนเรื่องให้มีปริศนาเยอะ ๆ แล้วไม่ยอมเฉลยตรง ๆ ปล่อยให้ผู้อ่านตีความเอาเอง ตอนจบก็ชอบไม่จบ ทิ้งท้ายให้คิดอยู่เรื่อย อารมณ์คนอ่านก็ค้างซะอย่างนั้น แต่เราก็ชอบอ่านและติดตามผลงานของ Rabbit เท่า ๆ กับของ พัณณิดา ภูมิวัฒน์ อ่านจบแล้วก็เป็นธรรมดาที่ต้องพูดถึงบ้าง
 
ตัวละครที่ชอบที่สุดในเรื่องคือ โสม หรือ ปริปันถ์  อวิรุทธ์ หรือเขี้ยวสิงห์ของผู้พัน ชอบตรงที่บอกว่าเป็น "คนบาปแห่งริปูศิโร" จริง ๆ แล้วนิยายก็แค่จำลองโลกแห่งความเป็นจริง มันอาจจะไม่เว่อร์เท่าในนิยาย แต่ก็มีเค้าความจริง ใครจะรู้ว่าเบื้องหน้าที่สวยหรูซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง ไม่มีอะไรขาวสะอาดสักอย่างเดียวในโลกของผู้ใหญ่ เป็นเพราะความจำเป็นที่ผลักให้เราเข้ามาอยู่ในจุดที่ต้องรับรู้โลก ยิ่งทำให้รู้สึกว่านาคราชาเป็นนิยายที่ต้องการสื่อนัยบางอย่างมากกว่าจะเป็นแค่วรรณกรรมเยาวชนอ่านเล่นสนุก ๆ โลกของผู้ใหญ่เป็นโลกที่ไม่น่าข้องแวะเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เราอาจจะเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ แต่ต่อให้อีกสิบปีเราก็คงไม่มีวันทันคน ดูเหมือนทุกอย่างที่กระทำออกมาล้วนแต่มีวาระซ่อนเร้นทั้งนั้น น่าปวดหัว สำหรับคนอาชีพอย่างเรา ๆ คงได้แค่สัมผัสผิวเผิน แต่ถ้าคิดจะปีกกล้าขาแข็งบนเส้นทางธุรกิจก็คงต้องคิดดูให้ดี
 
อีกคนที่น่าประทับใจก็ต้องไม่พ้นผู้พันภูวา หรือนายแพทย์ภูวา หรือหม่อมราชวงศ์ภูวา ธีรราช หรือ "ปีศาจ" คนนี้ซ่อนคมได้มิดดีแท้ ยังไม่เห็นความสามารถที่แท้จริงเท่าไหร่เลย คาดหวังที่จะได้เห็นอะไรดี ๆ กว่านี้ ในฐานะที่เป็น "นาย" ของตาเหยี่ยว หนวดมังกร และเขี้ยวสิงห์ อันนี้ชอบตรงที่ภูวาบอกเหตุผลที่ไม่อยากกลับวังธีรราชว่า ที่นั่นสะอาดและสูงค่า ปีศาจไม่คู่ควรกับที่สูงค่าขนาดนั้น อะไรทำนองนั้น แต่จนบัดนี้ก็ยังสงสัยไม่หายว่านายคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับศาวัฏหรือเปล่า
 
ข้อสงสัยอีกอย่างคือ ปัฐนันท์ เป็นลูกหลานของทูลกระหม่อมน้อย เทวนันท์ วิษุวนาถ หรือเปล่า เราตีความว่าอย่างนั้นนะ ถึงแม้ว่า Rabbit จะไม่เฉลยตรง ๆ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าปัฐนันท์เป็นทายาทที่ชอบธรรมของบัลลังก์ศาวัฏด้วยสิ หรือยังไง ถ้ามีนาคราชาภาคสองคงสนุกพิลึกล่ะ แต่คงไม่มีมั้ง เพราะ Rabbit ชอบจบคาไว้อย่างนี้
 
ยังมีอะไรดี ๆ อีกมากที่ได้จากนิยายเรื่องนี้ แต่คงบรรยายไว้เท่านี้ดีกว่า
 
เหนื่อยจังเลย เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ เมื่อไหร่จะได้พักสักทีนะ...
10月16日

มาโอเล่มสอง

ไม่ผิดหวังเลย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เรื่อง กี่เล่ม นิยายของ พัณณิดา   ภูมิวัฒน์ ก็ยังน่าอ่านเหมือนเดิม สมกับที่รอคอยติดตามผลงานมาตั้งแต่เล่มแรก ๆ ที่ตีพิมพ์
 
อันนี้เป็นตอนหนึ่งของ มาโอ เล่ม 2 ที่คัดมา เพราะอ่านแล้วติดใจมาก
เป็นตอนที่รุสโซดุมาโอที่ทำอะไรไม่รู้จักคิด
 
'ในที่สุด หลังจากการถูกดุอันยาวนานและโหดร้ายทที่สุดในชีวิตของมาโอรุสโซก็เหนื่อย (จนได้) เขาหยุดพักหายใจ ระหว่างนั้นเอง เจ้าแมวดำจึงมีโอกาสเปิดปากบ้าง
 
"นี่ รุสโซ ข้าพูดจริง ๆ นะ ข้าเริ่มอยากเป็นกะหล่ำปลีแล้ว"
 
แม้จะโกรธถึงเพียงนั้น พ่อมดก็ยังต้องชะงัก
 
"ทำไมต้องเป็นกะหล่ำปลี (วะ)"
 
"ข้ารู้สึกว่าตัวเองเสียชาติเกิด" เจ้าแมวดำทำตัวสั่น "ข้าจะไปอยู่ในกับข้าวให้ท่านกินแล้วกัน จะได้มีประโยชน์ขึ้น" '
 
อ่านจบแล้วก็ได้คิด ไอ้เรียน ๆ เล่น ๆ อย่างเรานี่ต้องเป็นกะหล่ำปลีด้วยหรือเปล่าเนี่ย รู้สึกเสียชาติเกิดเหมือนกัน เหอ ๆ
10月1日

บอย fan club

เพิ่งดู AF จบ ตอนแรกคือรู้ว่าสัปดาห์นี้จะร้องเพลง Phantom of the Opera กัน ก็เลยตั้งหน้าตั้งตารอดู ก็ถือว่าเล่นได้ไม่ผิดหวัง ถึงจะไม่ยอดเยี่ยม แต่ก็เป็นโชว์ที่ดี รวมทุกการแสดงแล้ว สัปดาห์นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากเลย พัดชาร้องเพลง I will always love you ได้สุดยอดมาก(ใช่เพลงชื่อนี้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ) แล้วก็ร้องเพลงมหัศจรรย์แห่งรักคู่กับบอยได้เพราะมาก แล้วก็น่าอิจฉามาก ๆ ดูไปตาร้อนไป บอยน่ารักสุดขีด แบบว่าเป็นคู่ที่ดูเป็นคู่ที่สุดแล้วอะ อยากเชียร์นะ แต่ก็แอบอิจฉาล่ะ ยอมไม่ได้ เอาบอยคืนมา 555+ บ้าไปแล้ว
9月23日

อัพเดทนิยาย

อัพเดทนิยายแล้ว หลังจากดองไว้นานเกือบปี หาเวลาเขียนไม่ค่อยจะได้เลยแฮะ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเขียนให้จบเร็ว ๆ
ตามไปอ่านกันได้ที่
 
ตอนนี้ก็เลยเอา link มาไว้ที่ blog ด้วยเลย แล้วถ้าอัพอีกก็คงแจ้งที่นี่น่ะแหละ
ส่วนใครที่รู้ตัวว่ามีส่วนใน character เราขอโทษที่คงต้องดำเนินเรื่องตาม plot เดิม คงยากที่จะแก้ให้เป็นปัจจุบันได้ แต่จะพยายามเปลี่ยนแปลงตอนจบให้ละกันนะ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีภาคต่ออีกแล้ว คงไม่เป็นไร
9月22日

สอบเสร็จแล้ววววว

นาน ๆ ทีจะได้ทำอะไรตามใจตัวเองซักที อยากจะไปไหนก็ไปเลย ไม่ต้องคิดมาก วันนี้เลยไปรามา ฯ แล้วจู่ ๆ ก็ไปคณะแพทย์จุฬา ฯ ทุกอย่างอยู่นอกการวางแผนใด ๆ จากนั้นก็แวะไปสยาม แผนเดียวที่วางไว้จริงจังคือขอนั่งเรือด่วนตอนกลางคืน ดูกรุงเทพ ฯ สองฝั่งน้ำ (เชยไหมเนี่ย) ก็ได้อารมณ์อีกแบบ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้คือ "จงคิดก่อนจะเดินไปไหนต่อไหน" เพราะมันจะทำให้ต้องเดินไป ๆ กลับ ๆ อยู่หลายรอบ อย่างไรก็ตาม วันนี้วันเดียวไปสามโรงพยาบาล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ว่าแล้วก็คิดเหมือนกันว่า เทอมนี้เราไปคณะแพทย์จุฬาฯครั้งเดียวเอง และจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเทอมนี้ด้วย เพราะมันก็วันสุดท้ายแล้วนี่นา พิสูจน์ให้เห็นว่าเรียนหมอช่างหนักหนายิ่งนัก ที่จริงแล้วแอบเสียใจที่เพื่อนหลายคนเปลี่ยนไปกลายเป็นคนเห็นแก่เรียนจนลืมใช้ชีวิต จากที่เคยคุยกันง่าย ๆ ก็กลายเป็นห่างเหิน เอาเถอะนะ แต่เราคงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่อง dilute หรอก สำหรับตอนนี้นะ

 

วันนี้หลังจากปิดหูปิดตามานานก็ได้ฤกษ์อัพเดทข่าวคราว(คาว) เพื่อน ๆ ในคณะ รู้สึกว่ามันจะหลายคู่กันมาก ๆ ทั้งที่รู้อยู่แล้วและไม่รู้ รวมถึงคู่ที่ไม่น่าเชื่อ (กระทั้งที่เป็นคี่ด้วย) ฟังแล้วก็ถอนหายใจ 'เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนที่เคียงข้างเรา เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนนะที่รักเรา เท่านี้ที่ต้องการ ขอเกินไปตรงไหน...' เฮ้อ... บ้าไปซะแล้ว

 

เมื่อกี้เปิดโทรทัศน์เจอละครพอดี เรื่องหนึ่งตะวันพันดาว เจอตอนที่นางเอกพูดทำนองว่า เรื่องบางเรื่องต้องใช้หัวใจค้นหาเท่านั้นถึงจะเจอ ค้นหาจากคำพูดไม่ได้ ก็รู้สึกดีจนต้องจำมาเขียน

 

สำหรับข้อสอบที่เพิ่งสอบผ่านไป ไม่พูดถึงดีกว่า เพราะส่วนใหญ่บ่นไปกับใครต่อใครไปหมดแล้ว รวมทั้งยังไม่อยากนึกถึงด้วย สำหรับคนที่ยังไม่สอบก็ขอให้โชคดีละกันนะ แล้วตั้งใจอ่านชีทหนา 3 นิ้วให้จบล่ะ

 

อืม แล้วก็เลยได้มุขใหม่มา จะไม่เขียนถึงก็ไม่ได้ เพราะมันออกจะเป็นไฮไลท์นิดนึง

'คงไม่หรอกมั้ง ก็ไม่ได้เป็นไมเกรน' 555+

 

จริง ๆ แล้วคิดว่าจะเขียนเยอะกว่านี้ พอถึงเวลาเขียนจริงก็นึกไม่ออกซะอย่างนั้น ถ้านึกออกแล้วจะค่อยเติมไปเรื่อย ๆ ละกัน ส่วนที่เขียนไปวันนี้ให้ feel แบบ miscellaneous (ถังขยะใบโต - ตามที่อาจารย์เรียก) ยังไงไม่รู้ แต่ละเรื่องไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่เลย

 

***ตอบพี่ไมค์นะคะ จริง ๆ แล้ว วันที่ไปดูละครมันยังไม่ใกล้สอบเลยค่ะ อีกตั้ง 11 วัน แหะ ๆ***

9月6日

The Lucianos(ต่อ)

เมื่อวานชมฌอนแล้ว วันนี้ชมคนอื่น ๆ ต่อ
 
ลาล่าก็เป็นอีกตัวละครที่เราชอบมาก รู้สึกคุณเธอจะเล่นได้เว่อร์สะใจสุด ๆ แล้วก็นะ ขนาดยืนปลายเท้าแล้วก็ยังเตี้ยกว่าฌอน
 
วิคตอเรีย นี่ก็ชอบเหมือนกัน ไม่รู้จะบรรยายอะไรดี ชุดเหมือนไปปิดทองมายังไงก็ไม่รู้
 
อันต่อมาก็ต้องนี่เลย สมิธ ตอนแรกนะ รู้สึกว่า คนนี้แหละ เท่กว่าพระเอกอีก ถ้าเป็นละครไทยก็ประมาณแบบเพื่อนพระเอกผู้อาภัพ ถ้าไม่ดูตอนจบนะ สมิธก็ได้เรตติ้งไปเยอะ บังเอิญมาดพังทลายตอนทรยศเนี่ยแหละ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบที่เลวหรอก แต่มันมาดหลุดจริง ๆ เรตติ้งตกฮวบ ๆ เสียใจด้วยนะคะ 555+
 
แล้วก็ขาดไม่ได้กับตัวชูโรงอย่างอูโน่กับดูเอ้ ต้องยอมรับจริงว่าจนจบแล้วก็ยังแยกไม่ได้ว่าใครเป็นใคร แต่ยังไงก็เปรียบเสมือนเป็นคนเดียวกันอยู่แล้ว เพราะพูดเหมือนกัน
 
ส่วนคนอื่น ๆ ก็ดี แต่ไม่มีอะไรสะดุดใจจนต้องเก็บมาพูด เอาเป็นว่าแค่นี้ละกัน
 
9月5日

The Lucianos

...ใครต่อใคร ย่อมมีหนทาง ลิขิตชีวิตตน...
 
...
Uno: ปืนคุณพ่อคุณหนูครับ รับไว้ป้องกันตัว
Due: รับไว้ป้องกันตัวครับ ปืนคุณพ่อคุณหนู
Uno: เย้! ต่อไปพวกผมจะแสดงให้ดู
Due: ปัดโธ่! คุณหนูจะกลัวอะไร
Uno: ใช่ มาเฟียต้องเตรียมตัวให้ดีพร้อม
Due: ใช่ ความพร้อมต้องมีในตัวมาเฟีย
Uno: คุณหนูไม่รอดแน่ ถ้าตกใจเสียงปืนอย่างนี้
Due: ถ้าตกใจกับเสียงปืนไม่รอดแน่เลยครับเฮีย
Uno: เฮ้ คมไปเลยว่ะดูเอ้
Due: เยี่ยมไปเลยว่ะอูโน่
Both: คุณหนูก็น่าจะลองดูซักที
...
 
...ทางใดมีอันตรายใครรู้แน่นอน อยากขอทุกสิ่งคืนมา ให้เหมือนเมื่อในวันก่อน อยากย้อนคืนวันเวลา ดำเนินหนทางของวันเก่าอีกครั้ง...
 
ก็สนุกดีนะ โดยรวม แม้ว่าจะรู้สึกว่ามันไม่ peak เท่าที่ควร แต่ก็นะ รอบแรกหลังจากพักมาหนึ่งอาทิตย์ อะไร ๆ คงยังไม่เข้าที่เข้าทาง ให้อภัย แต่ได้ข่าวว่า ทวิสตี้เนี่ย รอบก่อนหน้านี้ไม่มีไม่ใช่เหรอ? มาจากไหนเนี่ย แล้วก็รู้สึกจะมุขหลุด ๆ เยอะนะ บางครั้งก็แอบรู้สึกได้ว่ามันต้องนอกบทชัวร์ แต่ก็ช่างเถอะ สนุกก็พอแล้ว ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว
 
อ๊ะ... ฌอนเล่นดีมากเลย ชื่นชม เอ๋อได้น่ารักดี แล้วก็มีคนแอบสงสัยเป็นจำนวนมากว่า จริง ๆ แล้วเจ้าตัวเล่น sax เป็นหรือเปล่า แล้วก็มีคนบางคนบอกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบนั้นต้องไขลานก่อนด้วย อืม จะจำไว้เป็นบทเรียน 555+